ระบบชำระเงินสำหรับร้านอาหาร

มีพัฒนาการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนะครับสำหรับระบบการชำระเงินในโลกของเรา โดยสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญเลยในการเปลี่ยนแปลง
ก็น่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี ที่มาพร้อมกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จากปี 2556 ที่มีผู้ใช้สมาร์ทโฟน 14.4 ล้านเครื่อง มีการคาดการณ์จากนิตยสาร Marketeer ว่าในปี 2560 นี้จะมีคนใช้ถึง 25 ล้านเครื่องเลยทีเดียว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เองทำให้ระบบการชำระเงินได้ถูกพัฒนามาอยู่บนแพลทฟอร์มที่ออนไลน์มากขึ้น

ระบบหลักที่ใช้ในร้านอาหาร

ถ้าหากต้องพูดถึงการจ่ายเงินในร้านอาหารก็คงหนีไม่พ้น 2-3 วิธีหลักๆ ที่เราทุกคนก็คงคุ้นเคยกันดี วิธีการแรกนั่นก็คือ เงินสด ใช่มั้ยครับ ข้อดีของการให้ลูกค้าที่มาทานอาหารนั้นจ่ายด้วยเงินสด ก็ทำให้ร้านอาหารได้รับเงินเลยทันที การลงบัญชีก็ง่ายหน่อย แต่ถามว่าข้อเสียของมันก็คือ เจ้าของร้าน ก็อาจจะต้องหาพนักงานที่ไว้ใจได้ ซื่อสัตย์สุจริต หรือหาวิธีป้องกันการทุจริตกันไป อีกเรื่องนึง ที่อาจจะเป็นข้อเสียก็คือ ในกรณีที่ลูกค้าที่มาทานอาหาร ไม่ได้พกเงินสดติดตัวมาเพียงพอ ก็อาจจะทำให้ร้านอาหารนั้นเสียโอกาสในการที่จะขายหรือให้บริการลูกค้ารายนั้นๆ หรืออาจจะทำให้ลูกค้าสั่งอาหารได้น้อยกว่าที่ตั้งใจ

อีกวิธีการนึงก็คือ บัตรเครดิต ถึงแม้จะมีข้อเสียคือเรื่องของค่าธรรมเนียมที่ถูกเก็บจากธนาคาร ความยุ่งยากที่เพิ่มขึ้นในการทำบัญชี และการที่ได้รับเงินสดช้ากว่าวันที่ขายของได้ แต่บัตรเครดิตก็จะช่วยให้ร้านอาหารลดลดความเสี่ยงการทุจริตของพนักงาน ไม่สูญเสียโอกาสจากการที่ลูกค้าพกเงินสดมาไม่เพียงพอได้ ซึ่งมองในมุมกลับกัน ก็เป็นข้อดีของลูกค้าเช่นเดียวกันที่ไม่ต้องพกเงินสดติดตัวเกินความจำเป็น แถมยังมีสิทธิประโยชน์ต่างๆ นานาจากบัตรเครดิตอีกด้วยครับ ทั้งแต้มสะสม ทั้งโปรโมชั่นส่วนลดต่างๆ โดยที่โปรโมชั่นที่บัตรเครดิตให้นี้เอง ก็ช่วยให้ลูกค้ามีการใช้จ่ายที่ร้านเราเพิ่มมากขึ้น สามารถขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ๆ ที่เป็นฐานลูกค้าของธนาคาร แล้วยังช่วยในเรื่องของ Brand Awareness อีกต่างหากนะครับ เพราะโปรโมชั่นที่ร่วมกับบัตรเครดิตนั้น ธนาคารจะมีการจัดทำสื่อ ที่ส่งถึงลูกค้าของเขาโดยตรงด้วยครับ

บัตรเดบิต ถึงแม้จะไม่ได้ใช้ชำระเงินในร้านอาหารอย่างแพร่หลายเหมือนเงินสดหรือบัตรเครดิต แต่ก็ต้องยอมรับว่า เป็นวิธีการที่ผู้บริโภคใช้เช่นเดียวกัน แต่การใช้บัตรเดบิตนั้น ก็มีข้อจำกัดตรงที่ต้องมีเครื่องรูดบัตร ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้ธนาคารเช่นกันกับบัตรเครดิตครับ

รูปแบบอื่นๆ

ถึงแม้จะไม่ได้มีใช้กันทุกร้านค้า แต่หลายๆ ร้านก็นำระบบคูปองและ Voucher มาใช้กันไม่น้อย ทั้งในแบบที่ซื้อเป็นคูปองจากเว็บขายดีลต่างๆ หรือขายเป็น Gift Voucher ให้กับลูกค้าสำหรับนำมาใช้ โดยลูกค้าก็จะได้รับเป็นส่วนลดไป รูปแบบนี้อาจจะไม่ได้เป็นระบบการชำระเงินเต็มรูปแบบซะทีเดียว เพราะสุดท้ายแล้วลูกค้าก็มักจะต้องจ่ายเพิ่มเติมด้วยเงินสดหรือบัตรเครดิตครับหากรับประทานเกินมูลค่าของคูปองและ Voucher

อีกรูปแบบที่น่าสนใจก็คือ Cash Card (บัตรเงินสด) หรือที่เราเข้าใจกันดีว่าคือบัตรเติมเงิน ระบบแบบนี้มักมาพร้อมกับการทำ CRM ครับ คือ ให้ลูกค้าเติมเงิน และใช้จ่ายผ่านบัตรเพื่อสะสมแต้ม แล้วก็ได้รับรางวัลอะไรบางอย่างไป แต่ Cash Card ตอนนี้ก็มีพัฒนาการมาเป็น e-Wallet แบบ closed loop เพิ่มมากขึ้นแล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ สตาร์บัคส์ ที่เดิมนั้นจะมีบัตรพลาสติกให้ลูกค้าเติมเงิน และชำระผ่านบัตร สะสมแต้มกันไป กินครบที่กำหนดก็ได้ดาวไป สะสมดาวได้ตามที่กำหนด ก็นำไปแลกเครื่องดื่มฟรี แล้วถ้าสะสมดาวได้มากพอก็จะได้รับการติดยศตามเลเวล เริ่มเข้ามาก็เป็น Welcome สะสมมาสักพักก็กลายเป็น Green หลังจากนั้นถ้าสะสมได้มากพอก็จะได้ Gold แล้วลูกค้าก็จะได้สิทธิพิเศษต่างๆ กันไปตามระดับ ซึ่งต้องยอมรับครับว่าวิธีการนี้ช่วยให้ร้านอาหาร สามารถรักษาลูกค้าในระยะยาวไว้ได้ กระตุ้นเพิ่มการใช้จ่ายก็ง่าย แต่ข้อเสียของการทำ Cash Card หรือ e-Wallet ก็คือ การพัฒนาระบบที่มีการลงทุนค่อนข้างมากครับ

ระบบชำระเงินทางเลือก

การใช้บริการ e-Payment ในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงเป้าหมายการใช้ e-Payment ต่อหัวขอคนไทยว่า ภายในสิ้นปีนี้โดยเฉลี่ยนคนไทยจะใช้ e-Payment 50 ครั้งต่อปี และขยายไปเป็น 150 ครั้งต่อคนต่อปีในปี 2020 โดย e-Payment นี้ครอบคลุมถึง Direct debit, Direct credit, Interbank bulk payment (ITMX), บัตรเครดิต, บัตรเดบิต (ชำระที่ Point of Sales), โอนเงินที่ ATM, Internet banking, Mobile banking, e-Money, and BAHTNET (3rd party)

เป้าหมายการใช้ e-Payment ต่อหัวในประเทศไทย Source: bot.or.th

อนาคตของ e-Wallet กับการชำระเงินในร้านอาหารจะเป็นอย่างไร คงต้องรอดูกันต่อไปครับ หากจะเกิด น่าจะเป็นในลักษณะที่ฟินเทคหรือสถาบันการเงินพัฒนา e-Wallet ที่สามารถชำระได้กับร้านค้าหลายๆ ร้านที่้เข้าร่วม อย่าง Samsung Pay ก็เริ่มใช้ได้ในแล้วในประเทศไทยที่เพียงแค่เปิดใช้งาน ยืนยันการชำระเงินด้วยลายนิ้วมือ ก็สามารถชำระเงินด้วยบัตรเครดิต โดยการแตะสมาร์ทโฟน บนเครื่องรับชำระเงินผ่านระบบ Near Field Communication (NFC) และ Magnetic Secure Transmission (MST) ได้เลย

หรือระบบ e-Payment ระดับชาติอย่างพร้อมเพย์ ซึ่งเป็นบริการทางเลือกใหม่ให้ประชาชน ธุรกิจ และหน่วยงานต่าง​ๆ ใช้ในการโอนเงินและรับเงินในอนาคต หากพร้อมเพย์ขึ้นแล้ว ก็เป็นทางเลือกให้กับร้านอาหารและผู้บริโภค ที่จะสามารถชำระเงินให้กัน ผ่านบริการดังกล่าวครับ

สำหรับในต่างประเทศ ก็มีการพัฒนาระบบการชำระเงินที่ใช้ในร้านอาหารไปค่อนข้างมากเหมือนกันครับ อย่างวิวัฒนาการ “Pay-at-Table” ที่เกิดมาจากปัญหาที่มองว่า ระยะเวลาที่เกิดขึ้นตั้งแต่การเรียกชำระเงิน ไปจนชำระเสร็จนั้น ใช้เวลานานถึง 10-12 นาที แต่ application ประเภทนี้ ช่วยให้ใช้เวลาเหลือเพียง ไม่กี่วินาที ซึ่งโดยปกติแล้วก็จะมีวิธีการ เช่น การใช้รหัสที่แอพออกให้กับร้านอาหารตามเบอร์โต๊ะ ที่ร้านอาหารให้ไว้ หรือใช้ QR Code อีกวิธีก็คือการใช้ link ที่ pre-load เอาไว้ทาง PayPal, Apple Pay, บัตรเครดิต, บัตรเดบิต ซึ่งลูกค้าก็สามารถแบ่งยอดบิลได้ด้วย แอพประเภทนี้ก็มีตัวอย่างเช่น Dash, Zapper, Qkr!, Velocity, Cake, MyCheck, Orderella, Uncover, Flypay (Source: www.theguardian.com)

แต่ก่อนที่เราจะไปถึงจุดนั้น ผมก็อยากแนะนำวิธีการที่มีแล้ว และสามารถใช้ได้เลย ไม่ยุ่งยาก ไม่เสียค่าธรรมเนียม ก็คือ Mobile Banking ครับ โดยเฉพาะกับธนาคารเดียวกัน ถ้าหากลูกค้าไม่ได้พกเงินสดมาเพียงพอ แต่ร้านอาหารสามารถให้เบอร์บัญชีหรือเบอร์โทรศัพท์มือถือ ที่สามารถรับโอนเงินได้ ก็สะดวกกับลูกค้านะครับ แถมร้านอาหารก็ไม่เสียโอกาสในการขายของ และได้รับเงินสดทันที ตรวจสอบได้ ลองพิจารณาดูครับ ว่าเหมาะกับร้านคุณหรือเปล่า

A photo posted by Freshket (@freshket) on